Diva La Vie (2025) หรือ ดีว่า..ราวี
Diva La Vie (2025) หรือ ดีว่า..ราวี เป็นภาพยนตร์ไทยแนวสุขนาฏกรรม (musical comedy) ความยาว 125 นาที จากค่าย GDH559 ร่วมผลิตกับอิทธิปาทาและยูนิเวอร์แซล มิวสิค ไทยแลนด์ กำกับโดยกิตติภัค ทองอ่วม (หรือ เติ้ล) ผู้เคยสร้างสีสันด้วยผลงานอย่าง ไดอารีตุ๊ดซีส์ เดอะซีรีส์ และ ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค ภาพยนตร์เข้าฉายเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 นำแสดงโดย แจ็คกี้-ชาเคอลีน มมือนช์, ปิงปอง-ธงชัย ทองกันทม, นุนิว-ชวรินทร์ เพริศพิริยะวงศ์, นินิว เพชรด่านแก้ว, บ็อบบี้-นิมิตร ลักษมีพงศ์ และเก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย
เรื่องย่อ
ปลายฝัน มาร์กาเรต เฮง (แจ็คกี้) หรือ “ดีว่าสองล้านตลับ” ตำนานนักร้องหญิงยุค 90s ที่เคยครองใจแฟนเพลงด้วยเสียงอันทรงพลังและบุคลิกดราม่าหนักหน่วง ห่างหายจากวงการไปนานถึง 7 ปี เพราะมัวแต่หลงรักจนเกือบหมดตัว เมื่อใกล้จะสิ้นเนื้อประดาตัว เธอจึงตัดสินใจคัมแบ็คด้วยการจัดคอนเสิร์ตครั้งใหญ่ แต่สิ่งที่เธอไม่ได้คาดคิดคือ ต้องขึ้นเวทีร่วมกับ “แก๊งตาคลี” ไอดอล GEN Z สามคนที่ต่างสไตล์และปากดีไม่แพ้กัน
ได้แก่ พิตต้า พี (ปิงปอง) แรปเปอร์ปากจัด ดอกสีทองแห่งวงการ, ไลลา (นินิว) ลูกทุ่งสายมูตัวป่วนที่พร้อมจะร่ายมนต์ทั้งมนุษย์และเทพเจ้า และ คอปเตอร์ (นุนิว) พรินซ์ ออฟ ทีป็อป เสียงสูงเสียดฟ้าที่กระจกเครื่องบินยังร้าวได้
เมื่อตัวแม่ยุคเก่าต้องปะทะกับไอดอลยุคใหม่บนเวทีเดียวกัน สงครามชิงแสง ชิงไมค์ ชิงความเป็นหนึ่งจึงปะทุขึ้นอย่างดุเดือดและ… ห่าขำสุดขีด ใครจะ “ราวี” ได้ถึงที่สุด และใครจะยืนหยัดบนเวทีได้จนจบโชว์?
รีวิวอย่างมืออาชีพ
ดีว่า..ราวี คือหนังคอเมดี้มิวสิคัลที่กล้าจะ “ทะลุขอบจักรวาล” อย่างที่โฆษณาไว้จริง ๆ มันไม่ใช่แค่หนังตลกธรรมดา แต่เป็นการผสมผสานระหว่าง satire วงการบันเทิงไทย ความขัดแย้งระหว่างรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ และพลังของเพลงที่ทั้งติดหูและขับเน้นอารมณ์ได้อย่างลงตัว
จุดเด่นที่สุดคือ การแสดงนำ โดยเฉพาะแจ็คกี้ที่กลับมาในบทดีว่ารุ่นใหญ่แบบเต็มตัว เธอเล่นได้ทั้งดราม่า โก๋ และตลกแบบไม่ต้องพยายามมาก นักแสดงรุ่นใหม่ทั้งสามคนก็ไม่แพ้กัน ปิงปองขโมยซีนด้วยมุกปากจัดและแรปอันเร่าร้อน นุนิวกับนินิวเติมความสดใสและความป่วนที่ทำให้หนังไม่เคยเงียบเหงา แม้จะมีตัวละครรองหลายคน แต่ทุกคนล้วนมีโมเมนต์ของตัวเอง ไม่มีใครรู้สึกเกินหรือขาด
การกำกับของกิตติภัคทำได้สนุกและมีจังหวะดี มุกตลกส่วนใหญ่ไม่แข็ง ไม่พยายามยัดเยียดจนเกินไป แต่เกิดจากสถานการณ์และบุคลิกตัวละครที่ขัดกันอย่างเป็นธรรมชาติ ฉากดวลไมค์และโชว์เพลงบนเวทีถูกถ่ายทำอย่างมีพลัง แสงสี เสียงเพลง และ choreography ช่วยยกระดับให้หนังดูเป็น “คอนเสิร์ต” จริง ๆ มากกว่าฉากในหนัง
OST ของเรื่องเป็นอีกหนึ่งจุดขายที่ทำได้ดีมาก เพลงทั้งเพลงเก่า-ใหม่ถูกนำมาผสมผสานจนฟังเพลิน และหลายเพลงยังติดหูจนอยากฟังซ้ำหลังจากออกจากโรง


